เมื่อคืนที่แล้ว (๒๗ กันยายน ๒๕๕๒) ที่เมืองน่าน มีงานแสดงนิทรรศการภาพถ่าย “น่านนิรันดร์ ๑๐๐ ภาพฝันบันทึกแผ่นดิน”
เกิดจากกลุ่ม สห+ภาพ นำโดย จีรนันท์ พิตรปรีชา กวีซีไรท์ นำคณะช่างภาพระดับประเทศกลุ่มใหญ่
มาเคาะประตูเมืองน่าน พ่อเมืองน่านก็ใจดีเปิดประตูเชื้อเชิญให้บรรดาช่างภาพมืออาชีพ สะพานกล้อง แบกขาตั้งกล้อง ตลุย เก็บภาพทุกซอกทุกมุมของเมืองน่าน ตั้งแต่วันที่ ๒๔ กันยายน ก่อนที่จะนัดหมายนำภาพที่คัดสรรมาแล้ว ๑๐๐ ภาพมาพิมพ์ใส่กรอบแขวนแสดงที่ลานข่วงเมือง หน้าวัดภูมินทร์
แน่นอนครับว่า ผมไม่พลาดงานนี้ ออกไปเวียนดูสาวๆ เอ๊ยดูภาพ ทีละภาพ ใช้กล้องมือถือดึงเก็บไว้บางภาพ ชัดบ้างไม่ชัดบ้าง คนล้นหลาม เสียจนค่อนข้างขาดสมาธิ ในการดู ว่อกแวก กับสาวๆ และบรรดาช่างภาพ ที่เดี๋ยวก็ยกกล้องขึ้นเล็ง จนผมนึกระวังระแวง
ผมพบว่า ในขณะ ที่ผมเดินมองภาพ ผมยังมองคนที่มองภาพแต่ละภาพ และผมยังถูกเฝ้ามองจากตากล้องทั้งเคลื่อนไหว และภาพนิ่ง อีกชั้นหนึ่ง งง มั้ยครับ สรุปว่า ในขณะ ที่เรามองภาพ เราก็กลายเป็นผู้ถูกเฝ้ามอง(เอ้าสรุปแล้ว ยังงงๆ อยู่ดี)
ผมได้พบกับคุณบุ๊ค ผู้สื่อข่าวอาวุโสเนชั่น สุดสัปดาห์ หญิงสาวของใครบางคน(ใครคนที่อยู่ บนบอร์ดสะพานเพลงเรานี่เอง) นั่งคุยกับแพล่บๆ ได้ครึ่งประเด็น วิญญาณ นักข่าวเข้าสิงเธอบัดดล ควักเครื่องบันทึก มากด ผมเลยพล่ามเสียยืดยาว สรุปได้ทำนองว่า
๑. งานแสดงภาพถ่ายที่มีมหาชนสนใจมากอย่างนี้ ผมยังไม่เคยเห็นมีสักทีที่เมืองน่าน (อาจเคยมีบ้างเป็นการแสดงของศิลปินเดี่ยวหรือหมู่ กลุ่มเล็กๆ ที่หอศิลป์ริมน่าน)
๒. ผมเห็นคนจ้องมองภาพที่นำมาแสดงอย่างสนอกสนใจ บางคนดูแล้วไม่เข้าใจ ต้องถามคนข้างๆ แต่ที่แน่ๆ ทุกคนสนใจ (แม้อาจไม่เข้าใจ)
๓. ผมเห็นการคืนกลับภาพจากกล้องของผู้มาเยือน ให้คนน่านได้ชม หลังจากที่ผ่านมา มีแต่คนมาถ่ายภาพเมืองน่าน+คนน่านแล้วเอากลับไปหมดสิ้น บางคนนำไปตีพิมพ์ในหนังสือ แล้วคนน่าน ต้องควักเงินซื้อหนังสือมาดูภาพและเรื่องราวของตัวเองอีกที(นี่คงไม่งง นะครับ...)
๔. ผมเห็นบรรยากาศของการแสดงวัฒนธรรมพื้นเมืองน่าน ทั้งด้านหัตถกรรม เช่น ผ้าทอ เครื่องเงิน ฯลฯ ไปจนถึง การแสดงอื่นๆ
๕. ผมนึกตั้งคำถามในใจ ถึง สถานะของแขกผู้มาเยือน และผู้ถูกมาเยือน ความเป็นเจ้าบ้านที่ดี ผมเห็นภาพวิวทิวเขา ภาพวัดวา พลันผมสะดุดใจกับภาพบุคคล หลายๆภาพ ที่เห็นชัดว่า ช่างภาพเจาะจงถ่าย และบางภาพมีการเซ็ตขึ้นมา ผมไม่แน่ใจว่า บุคคลในภาพเหล่านั้น จะรู้สึกอย่างไร แน่นอนว่ามุมภาพทุกภาพมันให้แง่งาม ไม่มีในเชิงเสียหาย แต่มีข้อสังเกตว่า บุคคลในภาพทุกคนกลับเป็นคนนิรนาม ไร้ชื่อ ไร้นาม (แถมภาพตองเหลือง มีการเจาะจงถ่ายชุดชนเผ่าชายที่โชว์แก้มก้น) ผมพยายามนึกว่า ไม่ใช่ก้นคน จะได้ไม่ต้องนึกถึงความเป็นตัวตน ไม่ต้องนึกถึงเครดิต ที่ควรลง หรือไม่ควรลง (ผมว่าภาพบุคคลเหล่านี้ แตกต่าง จากภาพนางแบบ นายแบบทั่วไป ที่เย้ายวนชวนถ่าย)
๖. ผมอยากเห็น การมีสำนึกของคนน่านและชุมชนน่าน เกี่ยวกับเรื่องการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่เน้นกระแสที่เรียบง่ายมั่นคง ไม่หวือหวา ไม่ตามอย่าง ไม่ลอกเลียนแบบเมืองที่เขาไปไกล ทำอย่างไรให้คนน่านทุกคนได้ตระหนักชัดเจนว่าเราต้องการแบบนี้ เราไม่ต้องการขายอย่างอื่น คุณมาเที่ยวเมืองน่าน คุณใช้เงินอย่างเดียวไม่ได้ คุณเอาเงินไปใช้ที่พัทยา ภูเก็ต เกาะสมุย โน่น.... คนน่านช่วยกันบอกนักท่องเที่ยวว่าเราไม่ได้หิวเงินของคุณ เราไม่มีโรงแรม รีสอร์ต ระดับ ๕ ดาวต้อนรับคุณหรอก คุณมาน่าน คุณต้องตั้งใจมา และคุณต้องหาซื้อบริการที่มาจากใจ
ผมไม่ทันคิด คุยอะไรต่อ บนเวทีมีการแสดงมินิคอนเสิร์ต แบบอคูสติกของ ศิลปินเพลงโฟล์คระดับประเทศ สองสามคน คนแรก
ศุ บุญเลี้ยง นั่งเล่นกีต้าร์ยี่ห้อมาร์ตินตัวเดียว เล่นเพลงที่แต่งใหม่เพื่อคนน่านโดยเฉพาะ ชื่อเพลง “น่าน นะซี” คนชอบมาก จนต้องร้องสองเที่ยว
ศิลปินคนที่สอง
สุนทรี เวชานนท์ มาขับขานตำนานโฟล์คซองคำเมือง กับมือกีต้าร์สองคนที่ยังรักษาการเล่นอคูสติกกีต้าร์แนวจรัญ นโนเพ็ชรไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
คนสุดท้าย อาจารย์ใหญ่แห่งวงการเพื่อชีวิต
น้าหงา สุรชัย จันทิมาธร ข่าวว่าตีรถพุ่งตรงมาจากชัยภูมิเพื่องานนี้โดยเฉพาะแต่อนิจจา น้าหงา และทีมกำลังหิ้วกีต้าร์ขึ้นเวที ฝนฟ้าเจ้ากรรม ตกกระหน่ำลงมาเสียก่อน ต้องวิ่งหลบฝนกันจ้าละหวั่น คนดูไปทาง ศิลปินไปทาง
ภาพนับร้อย ที่ขึงแสดงบนบอร์ด ยังไม่ได้ปลดเก็บ ทุกคนต่างเอาตัวรอด สักพักจึงเห็นกลุ่ม สห+ภาพ ทยอยขนภาพมาใว้ในที่ปลอดภัย
สาวบุ๊ค คุยกับผม ทำเสียงกลั้วหัวเราะ
“ไหนบอกว่าคนน่านมีน้ำใจ พอฝนตกหนีกลับหมดเลย ไม่เห็นช่วยขนภาพขนของมาเก็บ...”ผมตอบสาวบุ๊คไปว่า
“ดีนะนี่ ช่วงชุลมุน ไม่มีใครปลดภาพขึ้นรถกลับบ้าน....”สักพักฝนซา ผมกลับบ้าน ยังมิทันได้บอกลาสาวบุ๊ค
เพราะเห็นเธอกำลังสัมภาษณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัด พ่อเมืองน่าน อยู่อย่างออกรสชาติ
ผมนึกตอบสาวบุ๊คในใจขณะขับรถฝ่าความมืดเงียบกลับบ้านว่า
“จริงๆแล้ว คนน่านเป็นมีน้ำใจ เพียงแต่ เขาไม่ค่อยกล้าแสดงออก.....”
ภาพงาน ผมถ่ายจากกล้องมือถือ ไม่กล้าเอากล้องไป
พยายามเก็บบรรยากาศมาฝาก ช่วงเล่นดนตรี ผมไม่ไดุ้ถ่าย เพราะแบตตารี่มือถือหมดเสียก่อน

















(......อ้อ..ขอบคุณ สาวบุ๊ค ที่อุตส่าห์ หอบหิ้วหนังสือ ไปฝากเด็กๆด้อยโอกาสถึงเมืองน่าน
ผ่านไปยังคนใกล้ตัวของเธอด้วย เด็กๆ ฝากบอกว่า หนาวนี้ ชักชวนให้ไปกางเต็นท์นอนข้างกองไฟ กันที่บ้านน่านอีก..)