ผู้เขียน หัวข้อ: บทเพลงอาลัยกนกพงศ์ สงสมพันธุ์  (อ่าน 4753 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

i-Chem

  • เฒ่าเถร&เฒ่าถัม(ตั้งกระทู้มากที่สุด)
  • *****
  • กระทู้: 543
  • พลังน้ำใจ +11/-0
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: บทเพลงอาลัยกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: กันยายน 22, 2009, 11:00:25 PM »
นี่คงเป็นเรื่องราวของผมที่อยู่ในหนังสือพี่เขาครับ แต่ว่านี้เป็นจากปากคำของผม
ที่เขียนถึงเขาในหนังสือเหมือนกันครับ

(คำแนะนำ ก่อนอ่านควรที่จะพริ้นต์มาอ่านดีกว่า จะได้ไม่ปวดตา อิ อิ)

.......

...........เรื่องเล่า 01 : ผาเฉิ่ม..............

   ผมอยู่นครศรีธรรมราชมาเกือบ ๓๐ ปี โดยที่ไม่รู้มาก่อนว่าแนวเขาดำทะมึนทางทิศตะวันตกห่างจากบ้านผมประมาณ ๑๐ กิโลเมตร
ที่ผมเรียกมาตลอดตั้งแต่เด็กยังโตใหญ่ว่า ‘เขาหลวง’  จะแอบได้รับการเรียกขานแบบเท่ห์ ๆ ว่า ‘หุบเขาฝนโปรยไพร’ ตามคำเรียกขานนักเขียน
หนุ่มที่มีถิ่นพำนักอยู่เชิงเขาแห่งนั้น เขาเป็นนักเขียนที่ผมผ่านตางานของเขาตามหน้านิตยสารบ่อยครั้ง จนกระทั่งเห็นผลงานที่เป็นรูปเล่มของเขา
ได้รับรางวัลระดับอาเซียน   และบังเอิญเมื่อวงโคจรของผมกับเขา-กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ มาซ้อนทับกันเหมือนมีหัตถ์พระเจ้าจัดวางให้คนสองคน
ต้องมารู้จักกันในปี ๒๕๓๙ และได้กลายเป็นวงโคจรเดียวกันเมื่อผมได้รับการชักชวนให้มาทำงานที่สำนักพิมพ์นาคร   ที่ขณะนั้นรับช่วงนิตยสาร
ไรเตอร์มาทำต่อ   โดยมี กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ เป็นบรรณาธิการ   พร้อมกับเหตุการณ์ในชีวิตผมที่ล้มลุกคลุกคลานในโลกของธุรกิจส่วนตัว  จน
สะอิดสะเอียนกับวิถีการแข่งขันไม่มีหยุดหย่อนในโลกแห่งนั้น     ทั้งที่ว่ากันตามจริงแล้วสภาพผมในขณะนั้นไม่แตกต่างจากทหารที่พ่ายแพ้ใน
สงคราม มันเคว้งคว้างและบอบช้ำเต็มไปด้วยบาดแผล การละทิ้งจากโลกใบนั้นจึงนำพาผมกับกนกพงศ์ มาบรรจบกันด้วยข้อเสนอการเข้ามาช่วย
งานนิตยสาร โดยที่จะทำอะไรยังไม่รู้...

   หน้าที่ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นหน้าที่หลักของผมตอนที่มาทำนิตยสารไรเตอร์ คือ การขับรถ โดยเฉพาะขับรถพา บก. ไปโน่นมานี่
อาจเพราะสภาพจิตใจผมยังไม่พร้อมจะเริ่มต้นและก้าวสู่โลกที่ตัวเองสลัดหลุดออกมา   สถานที่ที่เราไปกันบ่อยครั้งที่สุด หลีกไม่พ้นหุบเขาฝน
โปรยไพร อ.พรหมคีรี นครศรีธรรมราช ซึ่งเขาได้มาปักหลักนั่งทำงานเขียนของตัวเองอยู่ที่นั่น และ ณ ที่แห่งนั้น ผมรู้สึกเหมือนกับว่าวิญญาณ
นักผจญภัยในวัยเด็กกลับคืนมาสู่ชีวิตชายวัย ๓๐ ปีเช่นผม  ชีวิตแต่ละวันวนเวียนกับความสุขนิยม ทั้งนอนแช่น้ำตก เฝ้ามองเมฆเคลื่อนไหวผ่าน
ช่องต้นไม้ทะมึนสองฝั่งธารน้ำ ไม่ก็ลุกไปกระโดดน้ำจากโขดหินใหญ่ บางทีค่ำมืดดึกดื่นที่ฟ้าโปร่งเห็นดวงดาวก็จะไปผูกเปลนอนตามราวป่า ก่อ
ไฟต้มน้ำริมลำธาร หรือหากนึกสนุกกว่านั้นก็จะพากันไปเดินป่า ปีนป่ายผาหินน้ำตกขึ้นไปสู่ยอดเขา ลงมาก็ตะเวนหาไอติม ขนมหวาน ขนมจีน
อร่อย ๆ  กินกัน ล้วนเป็นสิ่งที่คนในวัยใกล้ ๆ กลางคนจะได้ทำอีกครั้ง

   หนึ่งปีผ่านไป นิตยสารไรเตอร์ถึงกาลปิดตัวลง   กนกพงศ์ตัดสินใจหันกลับสู่เส้นทางของงานเขียนดังเดิม  ชีวิตและความคิดของผม
เริ่มสับสนกับเส้นทางในอนาคต  เพราะช่วงที่ไปไหนมาไหนด้วยกัน เขาซึมซาบเข้าเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของผมและเพื่อนคนอื่น ๆ โดยไม่รู้ตัว

   เมื่อเขากลับไปนั่งทำงานเขียนต่อที่หุบเขาฝนโปรยไพร ผมยังทำอยู่กับพี่เจน-เจน สงสมพันธุ์ พี่ชายของกนกพงศ์อยู่อีกระยะหนึ่ง
ในฐานะหน้าที่การงานที่จะต้องรับผิดชอบภาระทางธุรกิจขององค์กรแห่งนี้มากขึ้น ขณะที่จิตใจผมยังไม่มีความพร้อมเพียงพอที่จะกลับมาสู่วงจร
เดิม ๆ ทางธุรกิจที่เราเคยหนีมา ผนวกกับอารมณ์ตกค้างจากภาวะสุขนิยมในดินแดนหุบเขาฝนโปรยไพรแห่งนั้น ทำให้ผมตัดสินใจในวันหนึ่ง ขอ
ลาออกจากการทำงานตรงนั้น (หากจะว่าตามจริงแล้ว น่าจะเรียกว่า ‘ลาพักยาว’ เสียมากกว่า เพราะเขายังจะจ่ายเงินเดือนและรายได้ต่าง ๆ ให้ผม) 
ผมเดินทางลงใต้พร้อมน้องนักศึกษาฝึกงานที่ อาจารย์ธัญญา สังขพันธานนท์ หรือไพฑูรย์ ธัญญา ฝากให้มาฝึกงานที่สำนักพิมพ์นาคร ด้วยรถยนต์
ที่พี่เจนฝากลงไปให้น้องชายเขาใช้ในงานสวนที่กนกพงศ์กำลังก่อร่างสร้างขึ้นมา

   ที่นั่น ชีวิตผมก็ย้อนคืนวัยเด็กอีกหน เป็นเด็กเกเรที่ไม่ยอมกลับบ้านทั้งที่บ้านอยู่ห่างแค่ ๑๐ กิโลเมตร แต่ผมกลับใช้ชีวิตเหินเพลินอยู่
ในละแวกพรหมคีรี-กรุงชิง  โดยเฉพาะในสวนป่าของกนกพงศ์ที่กรุงชิง ผมผันตัวเองจากคนทำธุรกิจมาเป็นชาวสวน ที่เช้าตื่นมาก็คว้ามีดคว้าพร้าออก
ดายหญ้าในสวนอันรกเรื้อ เจอทั้งลมฝนที่พลิกผันยากจะคะเน เจอทั้งทากดูดเลือดที่ชุมพอ ๆ กับยุง เจอทั้งเห็บลมที่กัดจนเป็นจ้ำ ๆ เต็มตัวจนคันคะเยอ
กว่าจะรักษาหายร่วมปี   เจองูหลามตัวขนาดเท่าโคนขาผู้ใหญ่มาวิดน้ำจับปลาอย่างอัศจรรย์ใจ   เจอทั้งผีคอมมิวนิสต์ที่มาเดินป้วนเปี้ยนในยามค่ำคืน
(ครั้งนั้นเองทำให้ผมนึกสังหรณ์ใจอยู่กนกพงศ์เป็นคนกลัวผีอยู่คลามครัน) แต่นั่นไม่สนุกสนานไปกว่าการได้เดินทางขึ้นสู่เขาหลวงอีกครั้ง

   ผมอาจเคยสัมผัสมัน ปีนป่ายขึ้นไปสู่ยอดสูงสุดมาก็นับได้หลายหนแล้ว จากเส้นทางที่ใช้กันอยู่ปรกติ จนไปถึงเส้นทางใหม่ที่ยังไม่มีใคร
คิดจะเดิน แม้แต่คนในพื้นที่ แต่ทุกครั้งมันไม่ทำให้ผมรู้สึกเบื่อหน่ายกับการเข้าสู่อ้อมอกแห่งหุบเขาฝนโปรยไพรแห่งนี้เลยแม้เพียงนิด  ทุกลมหายใจ
ผมคิดถึงเธออยู่เสมอก็ว่าได้  เพราะโลกของป่า-เขามันสลับซับซ้อน เปลี่ยนแปลงให้แปลกใจอยู่ตลอดเวลา บวกกับผมเองรู้สึกว่าป่าเขาไม่ได้ทำให้
เรารู้สึกเหงา แม้ว่าเราจะอยู่เพียงลำพัง ขณะที่ผมรู้สึกเหงาเคว้งคว้างยิ่งกว่าเมื่อยามอยู่ริมทะเล

   ครั้งนี้เช่นกัน เมื่อฝนราเม็ดเราเตรียมตัวเดินทาง โดยมีกนกพงศ์ ผม คุณทอง และน้องจาก ม.มหาสารคาม เส้นทางของเราตัดไต่ขึ้นจาก
น้ำตกพรหมโลก จุดหมายแรกที่พักระหว่างทางคือ สามแพรก จุดที่เขาบอกทุกครั้งว่าหากมีคนถอดใจไม่ยอมไปต่อก็กลับไม่งั้นนอนรอตรงที่ตรงนี้ 
เราพักผูกเปลนอนค้างคืนกันที่นั่น ข้าวหุงหม้อสนาม น้ำพริกกะปิ ปลาแง่ที่ตกมาได้จากลำธารทอดเหลืองทอง แกงไตปลาหอมกรุ่น และผักที่เก็บได้
จากป่าโดยรอบ มื้อนั้นต่อให้เชลส์หรือแม่ช้อยเป็นต้องรีบมอบตราให้กนกพงศ์

   เช้าตื่นมา มันไม่มีอะไรต้องรีบร้อน เพราะเข็มนาฬิกาของโลกภายนอกหยุดนิ่งนับตั้งแต่เราเดินย่างเท้าเหยียบรากไม้แรกของป่า เราอ้อยอิ่ง
นอนคุยข้ามเปลกันไปมาอย่างสนุกสนาน ก่อนจะลุกขึ้นก่อไฟ ละเมียดกาแฟที่ใช้น้ำต้มจากไฟฟืน ซึ่งสำหรับผมกาแฟจากน้ำต้มโดยถ่านหรือฟืนทำให้
ได้ความร้อนสูงสุดและจะขับรสชาติกาแฟแก้วนั้นให้ยิ่งละมุนละไมหอมกรุ่น ก่อนจะจัดแจงทำอาหารใส่ท้องเตรียมพลังเพื่อเดินต่อไป  หนทางข้างหน้า
นั้นหนักหน่วงกว่าเก่า  ผมเกิดอาการติดลมในการพิรี้พิร่ำไรดื่มด่ำกาแฟบนเปลผ้าใบจนลืมหิว ข้าวเช้าที่นับว่าเป็นมื้อสำคัญในการสร้าง(จะว่าไปก็ควรถือ
มื้อนั้นเป็นมื้อเที่ยงด้วย) ผมกลับประมาทกินไปน้อยคำ

   เส้นทางที่จะเดินต่อไปเบื้องหน้าเริ่มหฤโหดยิ่งขึ้น  ทั้งป่ายปีน  ทั้งลัดเลาะไปตามโตรกธาร  และแผ่นหิน   บางช่วงบางตอนต้องฝ่าดงทากที่
ชูคอสลอน กว่าจะรู้ตัวเราก็เจอเจ้าสิ่งมีชีวิตตัวเล็กแปลงร่างกลายเป็นหนอนตัวอ้วนตามโคนขา และซอกนิ้วเท้ากันทั่วหน้า กระทั่งถึงจุดล่างสุดของน้ำตก
สอยดาว   น้ำตกสูงกลางป่าลึกที่สูงกว่าตึก ๑๐ ชั้น และเป็นน้ำตกที่น้อยคนจะได้มาสัมผัสหากถอดใจเสียตั้งแต่สามแพรก  ยืนตระหง่านรอเราอยู่อย่าง
สง่างาม จากตรงนี้เราต้องป่ายปีนเนินควนที่ชันกว่า ๖๐ องศา เพื่อขึ้นไปให้ถึงสันน้ำตก ณ จุดนั้นจะเป็นที่หมายที่พักของเรา

   อาการหิว และหนักเพราะผ้าใบกันฝนขนาดใหญ่กับข้าวสารถุงย่อม ๆ ในกระเป๋าเป้ติดหลังผนวกกับความประมาทในการเติมพลังงานตนเอง
ในมื้อเช้า ทำให้มือเท้าผมสั่นระริกหมดเรี่ยวแรงในระหว่างการปีนป่าย ทั้งที่ครั้งก่อนหน้าที่เคยมาเนินดังกล่าวไม่เป็นอุปสรรคอะไรสำหรับผม แต่วันนี้
ณ เวลานี้ ผมกลับคิดถึงแต่น้ำตาลทราย และครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาการคืบคลานว่ามันอยู่ในเป้ของใคร ตอนนี้ผมต้องการอะไรก็ได้ที่จะมาสร้างพลังงาน
ให้กลับแขนขาของผม เราไต่กันจนถึงตะพักหินของน้ำตก ห่างจากจุดพักอีกเพียงไม่กี่เมตร ผมหันไปถามคุณทองว่าถุงน้ำตาลทรายอยู่ในเป้ของใคร
ผมอยากได้มาเติมพลังตัวเอง  แต่กนกพงศ์กลับหันกลับมาบอกว่าทนอีกนิดเดียวใกล้ถึงแล้วเดี๋ยวค่อยไปกินข้างบน ผมจึงต้องกัดฟันก้าวเท้าเดินตาม
ไปอย่างจวนเจียนจะเป็นลมลงตรงนั้นเสียให้ได้  ระหว่างอีกเพียงแค่ ๔ เมตรก่อนถึงจุดหมายบนสันน้ำตกสอยดาว  เราต้องข้ามทางน้ำเส้นเล็ก ๆ ที่ไหล
ผ่านบนผาหินของกนกพงศ์พาน้อง ๆ เดินเลาะข้ามน้ำชิดขอบผาหินย่อม ๆ แต่จิตใจผมหวั่นไหวเกินกว่าจะเดินเลาะขอบตรงจุดที่เขาเดิน ผมกับคุณทอง
จึงบ่ายหน้าขึ้นมาเดินในจุดที่สูงกว่า และมีต้นไม้พุ่มเตี้ยให้ยึดเกาะ

   คุณทองเดินนำหน้าผมไปเล็กน้อย เมื่อผ่านได้ผมจึงตามไป  พื้นหินที่ลื่นเพราะน้ำผ่านตลอด บวกกับแข้งขาไร้เรี่ยวแรงหลงเหลือ ผมพลาด
ลื่นล้ม กิ่งไม้พุ่มเตี้ยหลุดติดมากับมือ ผมได้ยินเสียงร้องของคุณทองดังขึ้น  ร่างผมก็เลื่อนไถลไปเหมือนกับอยู่บนกระดานลื่น หากเป็นกระดานลื่นปรกติ
ผมคงสนุกกับมัน แต่นี่เป็นกระดานลื่นที่มีจุดหมายต่ำลงไปเกือบ ๑๐๐ กว่าเมตรรออยู่เบื้องล่าง  สมองผมคิดตัดสินใจอะไรไม่ทันทั้งสิ้น วินาทีแห่งความ
เป็นความตายนั้นมันวนเวียนอยู่รอบ ๆ ระหว่างที่ร่างกายสูง ๑๘๔ เมตรไถลลงต่ำเรื่อย ๆ  ภาพร่างกายที่แหลกเหลวของตัวเอง ภาพของเพื่อนที่คงจะทุลัก
ทุเลในการนำศพผมออกจากป่า ภาพข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ เมื่อทางจังหวัดระดมทีมกู้ภัยขึ้นมายังสอยดาวเพื่อนำร่างไร้วิญญาณผมออกไป ผสมกับ
ภาพของแม่ที่กำลังร้องห่มร้องไห้อย่างทุกข์แสนสาหัสเมื่อทราบข่าวของผม  ภาพต่าง ๆ ลอยผ่านอากาศมาปะทะหน้าทุกระลอกลมหายใจที่พาร่างเคลื่อน
ดิ่งลงสู่เบื้องร่างด้วยกฎความสัมพันธ์ของน้ำหนัก, ความเร็ว และแรงโน้มถ่วง

   พลั่ก !  ร่างผมลอยละลิ่วหงายหลังลงจากสันตะพักหินจุดหนึ่งที่สูงสองเมตรกว่า ๆ มากระทบแผ่นหินเบื้องล่าง เฉียดฉิวปากเหวน้ำตกที่ไม่มี
ตระพักหินใดใดรองรับอีกจนกระทั่ง ๔๐ เมตรลงไป เพียงแค่ศอกกว่า  ทั้งคุณทอง และน้อง ๆ อีกสามคนต่างวิ่งกรูกันเข้ามา  ผมนึกในใจเพียงว่า “รอดแล้ว”
และพยายามขยับนิ้วมือ-นิ้วเท้าเพื่อตรวจว่ากระดูกหักหรือไม่  น้อง ๆ ต่างช่วยจะพยุงให้ผมลุก แต่ร่างกายผมบอกว่ายังไม่อยากลุกขึ้นในตอนนี้  ผมนอน
หงายมองท้องฟ้าดื่มด่ำกับการมีชีวิตอยู่ชั่วครู่หนึ่ง  เหนือหัวขึ้นไปบนสันสันตระพักหินที่ผมหล่นมาเมื่อครู่ มีร่างชายหนุ่มผอมแกร็นเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ
ในเสื้อกล้ามตัวสีเขียว กางเกงยีนขาสั้นสีขาวขมุกขมอม สะพายเป้ใบย่อม ๆ ติดหลัง  ยืนเท้าสะเอวมองลงมาด้วยสีหน้าที่ผมเห็นชัด ๆ ว่าซีดเผือดไร้เลือด
บนใบหน้า แต่แฝงด้วยสายตาโล่งอก ใช่ล่ะร่างที่ยืนอยู่นั้นคืน กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ผู้นำทางวิญญาณของผมขณะนั้น เขาหยุดนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จนผมคาดว่า
เขาคงคลายอาการตกใจของตัวเขาลงได้แล้ว ก่อนเรียวปากที่รกครึ้มด้วยหนวดเคราขยับเอ่ยขึ้น พร้อมสายตาอันเจ้าเล่ห์แบบกนกพงศ์

   “ถ้าคุณตาย  แล้วผมอี่หามคุณลงไปกันพรันพรือนี่ น่ายุ่งจัง”



ปัจฉิมลิขิต : เรื่องราวที่ผมตกเขาเที่ยวนั้นกนกพงศ์เขาจดจำและเอาไปโจษขานไม่หาย  จนผมได้ยินมาว่าผาที่ผมลื่นตกลงมานั้นถูกเขาแอบตั้งชื่อว่า “ผาเฉิ่ม”   
และผมก็รู้อยู่ว่าเขากลัวอะไร  ถ้าผมเป็นอะไรไปจริง ๆ สถานที่แห่งนั้นอาจจะเป็นสถานที่ที่เขาอาจไม่กล้าเหยียบย่างเข้าไปอีกเลยเป็นแน่ แต่ถึงวันนี้เขากลับ
ไปนั่งรออยู่ ณ สถานที่แห่งนั้นก่อนที่ผมและเรา ๆ จะไปอีกแล้ว แต่ถึงยังไง ผมก็คิดว่าผมคงยังไม่อยากรีบตามเขาไปหรอกนะ ได้แต่ส่งความระลึกถึงเช่นนี้ไปแทน


                        ๒๔  สิงหาคม ๒๕๔๙


sumet sapan

  • เฒ่าเถร&เฒ่าถัม(ตั้งกระทู้มากที่สุด)
  • *****
  • กระทู้: 828
  • พลังน้ำใจ +18/-0
  • ไอ้บ่าวนั่น... ครับพ้มมมมม
    • ดูรายละเอียด
Re: บทเพลงอาลัยกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบกลับ #16 เมื่อ: กันยายน 23, 2009, 09:26:55 AM »
เสียงพระเจ้า
ที่คุณเฉิ่มกล่าวถึง  ทำให้ผมขนลุกเลยล่ะ...
จริงๆ แล้วในค่ำคืนหนึ่ง ซึ่งเป็นคืนมาฆะบูชา ที่ผมกับกนกพงศ์ขึ้นไปนอนบนยอดเขาหลวง
ในดึกสงัดนั้น  ผมนอนไม่หลับ
เลยลุกขึ้นจากเปลมานอนทาบลงบนแผ่นหินที่ยอดสอยดาว
พลัน!!!  ผมก็ได้ยินเสียงกึกก้องของขุนเขา  ดังสะท้านเข้าในทรวง...
เสียงนั้นจึงเป็นจินตนาการทางดนตรีรูปแบบต่างๆ ที่ร้อยเรียงอยู่ในภาคการบันทึกเสียง... จากนักดนตรีหลายๆ ท่าน

กนกพงศ์ได้ยินผมร้องเพลงนี้เพียงครั้งเดียว  ตอนผมเขียนเสร็จใหม่ๆ
คืนนั้นเขาชวนผมไปแสดงดนตรีและอ่านบทกวีที่ร้าน "ธงแดง" อ.พรหมคีรี
หลังจากเค้าอ่านบทกวี  ผมก็ขึ้นเพลงนี้โดยไม่บอกกล่าว
เขาก็คงนั่งแปลกใจ  และคิดอะไรอยู่ตามประสา.. หลังจากนั้นเราก็ไม่ได้พูดคุยถึงเพลงนี้กันอีกเลย

ว่าแต่... ผมจะเอาเนื้อหาช่วงไหนดีนะ  มาเขียนถึงที่มาของเพลงนี้...

prakong

  • กลุ่มหิดหุ้ย(ตั้งกระทู้น้อย)
  • **
  • กระทู้: 84
  • พลังน้ำใจ +2/-0
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: บทเพลงอาลัยกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบกลับ #17 เมื่อ: กันยายน 23, 2009, 10:11:31 AM »
ขอบคุณมากครับ คุณเฉิ่ม

เมื่อก่อนผมมีหนังสือคุณกนกพงศ์เกือบทุกเล่ม แต่พอเพื่อนมาห้องทีไร หนังสือก็หายไปทีละเล่มๆ

ต่อไปเห็นที่จะต้องใส่กุญแจล็อกไว้ซะแล้ว

เพื่อนผมคงเหมือนใครบางคน ..แถวนี้ที่ชอบ วางแผนหยิบกีตาร์เพื่อนไปแล้วไม่คืนน่ะครับ ..5555

บินหลา ณ ระโนต (นอกอ นากา)

  • เฒ่าเถร&เฒ่าถัม(ตั้งกระทู้มากที่สุด)
  • *****
  • กระทู้: 568
  • พลังน้ำใจ +8/-0
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: บทเพลงอาลัยกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบกลับ #18 เมื่อ: กันยายน 23, 2009, 11:06:02 AM »
ผมว่าจะถามคุณเฉิ่มเหมือนกันว่าใช่ฅนที่คุณกนกพงศ์เขียนถึงหรือเปล่า ตอนนี้ได้คำตอบแล้วครับ
ส่วนรูปคุณกนกพงศ์ผมชอบรูปนั้เป็นพิเศษครับ ได้อารมณ์ดี

i-Chem

  • เฒ่าเถร&เฒ่าถัม(ตั้งกระทู้มากที่สุด)
  • *****
  • กระทู้: 543
  • พลังน้ำใจ +11/-0
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: บทเพลงอาลัยกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบกลับ #19 เมื่อ: กันยายน 24, 2009, 02:48:45 PM »
เอา Photo Music มาให้ชมสักเพลงครับ
เอาเพลง "ฝากฝันไว้นานยาว" ของน้าพืชนี่แหละครับ เป็นเพลง PV นี้

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=5jx8Wk0ZP5I" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=5jx8Wk0ZP5I</a>

บินหลา ณ ระโนต (นอกอ นากา)

  • เฒ่าเถร&เฒ่าถัม(ตั้งกระทู้มากที่สุด)
  • *****
  • กระทู้: 568
  • พลังน้ำใจ +8/-0
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: บทเพลงอาลัยกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบกลับ #20 เมื่อ: กันยายน 24, 2009, 03:49:25 PM »
สุดยอดครับพี่เฉิ่ม ผมไม่เคยฟังเพลงนีมาก่อน
และที่ชอบมากเป็นพิเศษคือรูปของคุณกนนกพงศ์ที่นำมาประกอบเพลง รูปสวยๆทั้งเพครับ
ถ้ามีเหรยเอามาโพสต์อีกนะครับพี่ (ทังรูปทั้งเพลง)

i-Chem

  • เฒ่าเถร&เฒ่าถัม(ตั้งกระทู้มากที่สุด)
  • *****
  • กระทู้: 543
  • พลังน้ำใจ +11/-0
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: บทเพลงอาลัยกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบกลับ #21 เมื่อ: กันยายน 24, 2009, 07:02:05 PM »
เพลงนี้จะอยู่ในชุด "ทอดสะพานเพลง" ครับ เป็น Music Book เล่มแรกของสะพาน
ส่วนภาพนั้นบางส่วนก็ได้ถ่ายไว้ บางส่วนก็ได้มาตอนทำหนังสืองานศพ
และบางส่วนโดยเฉพาะภาพขาว เป็นของ "เขียน" น้องช่างภาพที่นิตยสาร OPEN ครับ
ผมนึกถึงในวันครบรอบปีแรกเลยตัดเป็น MV เล่น ๆ ให้คลายคิดถึงครับ นี้หลายปีแล้วก็ยังโหยหาย


ออ..อีกอย่าง เพลงนี้ที่รู้มา พี่พืชใช้เวลาเขียนแป็บเดียวแล้วเอามาเข้าห้องบันทึกเสียงเลย
โหม่วฟังกันข้างนอกห้อง ฟังไป น้ำตาซึมไป ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกว่าจะบันทึกเสียงพร้อมเพลง "หุบเขาฝนโปรยไพร" ครับ
สักเดี๋ยวพี่พืช คงมาตอบเพิ่มเอง

ส่วนเพลงหุบเขาว่าอี้เอามาทำเหมือน แต่ว่ายากอย่างแรง 5555
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 24, 2009, 07:07:07 PM โดย i-Chem »

บินหลา ณ ระโนต (นอกอ นากา)

  • เฒ่าเถร&เฒ่าถัม(ตั้งกระทู้มากที่สุด)
  • *****
  • กระทู้: 568
  • พลังน้ำใจ +8/-0
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: บทเพลงอาลัยกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบกลับ #22 เมื่อ: กันยายน 25, 2009, 10:08:57 AM »
ดีครับเอาเพลงหุบเขามาทำ ใส่ภาพสวยแบบเพลง ฝากฝันไว้นานยาว นั่นแหละครับ (ผมอยากดูรูปคุณกนกพงศ์ หลายๆรูปที่ไม่เคยได้เห็นครับ)

i-Chem

  • เฒ่าเถร&เฒ่าถัม(ตั้งกระทู้มากที่สุด)
  • *****
  • กระทู้: 543
  • พลังน้ำใจ +11/-0
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: บทเพลงอาลัยกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบกลับ #23 เมื่อ: กันยายน 25, 2009, 02:38:20 PM »
เพลงหุบเขาฝนโปรยไพร ของครูเมธเอามาทำยากครับ
เพราะเพลงของแกดูเหมือนง่าย ๆ แต่จริงแล้วลึกครับ
เนื้อเพลง ๆ นี้ก็ค่อนข้างบรรยายภาพได้หมดจรดอยู่แล้ว
แค่หลับตาฟังเสียงเพลงยังเห็นภาพลอยมาเลยครับ

ขนาดเสียงตุด นาคร+พี่จบ+นิด ลายสือ ที่ก้อง ๆ แว่ว ๆ ในเพลงทำเอาผมขนลุกซู่เลยครับ
มันคล้ายกันมากกับเสียงที่เวลาเราเดินป่าไปถึงสันน้ำตกสอยดาวกลางป่า(ผาเฉิ่มนั่นแหละ)
แล้วลองตะโกนเล่นกัน มันจะก้องกังวานเหมือนในเพลงนั่นแหละครับ
งานนี่ต้องยอมรับว่าครูเมธทำได้เนียนมากครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 25, 2009, 02:52:04 PM โดย i-Chem »

หมาหัวใจอิสระ

  • กลุ่มค่าลุย(ตั้งกระทู้มาก)
  • ****
  • กระทู้: 334
  • พลังน้ำใจ +11/-0
    • ดูรายละเอียด
Re: บทเพลงอาลัยกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบกลับ #24 เมื่อ: กันยายน 25, 2009, 03:23:19 PM »
ดีจริง
"บินต่ำกว่ายอดหญ้า เหนือพสุธาเพียงข้อนิ้ว"

THASALA

  • กลุ่มเท่าถิด(ตั้งกระทู้น้อยมาก)
  • *
  • กระทู้: 33
  • พลังน้ำใจ +1/-0
    • ดูรายละเอียด
Re: บทเพลงอาลัยกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบกลับ #25 เมื่อ: กันยายน 27, 2009, 08:00:07 PM »
เพลงดี

ภาพสวย

แลแล้วซึ้งจริงๆ ครับ...

ชื่นชมผลงานพี่ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ เช่นกันครับ

toob

  • กลุ่มยังมั่ง(ตั้งกระทู้ปานกลาง)
  • ***
  • กระทู้: 124
  • พลังน้ำใจ +2/-0
  • เพลงยังอยู่...
    • ดูรายละเอียด
Re: บทเพลงอาลัยกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบกลับ #26 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2011, 11:11:20 AM »

เพลง : คนฟังเสียงฝน (กนกพงศ์ สงสมพันธุ์) / มาโนช พุดตาล

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=B5OVCjGbhqM" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=B5OVCjGbhqM</a>

-----------------------------------------------------------
ขอบคุณ : ข้อมูล You Tube จาก คุณ hunjos
-----------------------------------------------------------

Madee

  • กลุ่มเท่าถิด(ตั้งกระทู้น้อยมาก)
  • *
  • กระทู้: 28
  • พลังน้ำใจ +1/-0
    • ดูรายละเอียด
Re: บทเพลงอาลัยกนกพงศ์ สงสมพันธุ์
« ตอบกลับ #27 เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2011, 07:33:54 AM »
 ;) ;) ;) ;) ;) ;)