นี่คงเป็นเรื่องราวของผมที่อยู่ในหนังสือพี่เขาครับ แต่ว่านี้เป็นจากปากคำของผม
ที่เขียนถึงเขาในหนังสือเหมือนกันครับ
(คำแนะนำ ก่อนอ่านควรที่จะพริ้นต์มาอ่านดีกว่า จะได้ไม่ปวดตา อิ อิ)
.......
...........เรื่องเล่า 01 : ผาเฉิ่ม..............
ผมอยู่นครศรีธรรมราชมาเกือบ ๓๐ ปี โดยที่ไม่รู้มาก่อนว่าแนวเขาดำทะมึนทางทิศตะวันตกห่างจากบ้านผมประมาณ ๑๐ กิโลเมตร
ที่ผมเรียกมาตลอดตั้งแต่เด็กยังโตใหญ่ว่า เขาหลวง จะแอบได้รับการเรียกขานแบบเท่ห์ ๆ ว่า หุบเขาฝนโปรยไพร ตามคำเรียกขานนักเขียน
หนุ่มที่มีถิ่นพำนักอยู่เชิงเขาแห่งนั้น เขาเป็นนักเขียนที่ผมผ่านตางานของเขาตามหน้านิตยสารบ่อยครั้ง จนกระทั่งเห็นผลงานที่เป็นรูปเล่มของเขา
ได้รับรางวัลระดับอาเซียน และบังเอิญเมื่อวงโคจรของผมกับเขา-กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ มาซ้อนทับกันเหมือนมีหัตถ์พระเจ้าจัดวางให้คนสองคน
ต้องมารู้จักกันในปี ๒๕๓๙ และได้กลายเป็นวงโคจรเดียวกันเมื่อผมได้รับการชักชวนให้มาทำงานที่สำนักพิมพ์นาคร ที่ขณะนั้นรับช่วงนิตยสาร
ไรเตอร์มาทำต่อ โดยมี กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ เป็นบรรณาธิการ พร้อมกับเหตุการณ์ในชีวิตผมที่ล้มลุกคลุกคลานในโลกของธุรกิจส่วนตัว จน
สะอิดสะเอียนกับวิถีการแข่งขันไม่มีหยุดหย่อนในโลกแห่งนั้น ทั้งที่ว่ากันตามจริงแล้วสภาพผมในขณะนั้นไม่แตกต่างจากทหารที่พ่ายแพ้ใน
สงคราม มันเคว้งคว้างและบอบช้ำเต็มไปด้วยบาดแผล การละทิ้งจากโลกใบนั้นจึงนำพาผมกับกนกพงศ์ มาบรรจบกันด้วยข้อเสนอการเข้ามาช่วย
งานนิตยสาร โดยที่จะทำอะไรยังไม่รู้...
หน้าที่ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นหน้าที่หลักของผมตอนที่มาทำนิตยสารไรเตอร์ คือ การขับรถ โดยเฉพาะขับรถพา บก. ไปโน่นมานี่
อาจเพราะสภาพจิตใจผมยังไม่พร้อมจะเริ่มต้นและก้าวสู่โลกที่ตัวเองสลัดหลุดออกมา สถานที่ที่เราไปกันบ่อยครั้งที่สุด หลีกไม่พ้นหุบเขาฝน
โปรยไพร อ.พรหมคีรี นครศรีธรรมราช ซึ่งเขาได้มาปักหลักนั่งทำงานเขียนของตัวเองอยู่ที่นั่น และ ณ ที่แห่งนั้น ผมรู้สึกเหมือนกับว่าวิญญาณ
นักผจญภัยในวัยเด็กกลับคืนมาสู่ชีวิตชายวัย ๓๐ ปีเช่นผม ชีวิตแต่ละวันวนเวียนกับความสุขนิยม ทั้งนอนแช่น้ำตก เฝ้ามองเมฆเคลื่อนไหวผ่าน
ช่องต้นไม้ทะมึนสองฝั่งธารน้ำ ไม่ก็ลุกไปกระโดดน้ำจากโขดหินใหญ่ บางทีค่ำมืดดึกดื่นที่ฟ้าโปร่งเห็นดวงดาวก็จะไปผูกเปลนอนตามราวป่า ก่อ
ไฟต้มน้ำริมลำธาร หรือหากนึกสนุกกว่านั้นก็จะพากันไปเดินป่า ปีนป่ายผาหินน้ำตกขึ้นไปสู่ยอดเขา ลงมาก็ตะเวนหาไอติม ขนมหวาน ขนมจีน
อร่อย ๆ กินกัน ล้วนเป็นสิ่งที่คนในวัยใกล้ ๆ กลางคนจะได้ทำอีกครั้ง
หนึ่งปีผ่านไป นิตยสารไรเตอร์ถึงกาลปิดตัวลง กนกพงศ์ตัดสินใจหันกลับสู่เส้นทางของงานเขียนดังเดิม ชีวิตและความคิดของผม
เริ่มสับสนกับเส้นทางในอนาคต เพราะช่วงที่ไปไหนมาไหนด้วยกัน เขาซึมซาบเข้าเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของผมและเพื่อนคนอื่น ๆ โดยไม่รู้ตัว
เมื่อเขากลับไปนั่งทำงานเขียนต่อที่หุบเขาฝนโปรยไพร ผมยังทำอยู่กับพี่เจน-เจน สงสมพันธุ์ พี่ชายของกนกพงศ์อยู่อีกระยะหนึ่ง
ในฐานะหน้าที่การงานที่จะต้องรับผิดชอบภาระทางธุรกิจขององค์กรแห่งนี้มากขึ้น ขณะที่จิตใจผมยังไม่มีความพร้อมเพียงพอที่จะกลับมาสู่วงจร
เดิม ๆ ทางธุรกิจที่เราเคยหนีมา ผนวกกับอารมณ์ตกค้างจากภาวะสุขนิยมในดินแดนหุบเขาฝนโปรยไพรแห่งนั้น ทำให้ผมตัดสินใจในวันหนึ่ง ขอ
ลาออกจากการทำงานตรงนั้น (หากจะว่าตามจริงแล้ว น่าจะเรียกว่า ลาพักยาว เสียมากกว่า เพราะเขายังจะจ่ายเงินเดือนและรายได้ต่าง ๆ ให้ผม)
ผมเดินทางลงใต้พร้อมน้องนักศึกษาฝึกงานที่ อาจารย์ธัญญา สังขพันธานนท์ หรือไพฑูรย์ ธัญญา ฝากให้มาฝึกงานที่สำนักพิมพ์นาคร ด้วยรถยนต์
ที่พี่เจนฝากลงไปให้น้องชายเขาใช้ในงานสวนที่กนกพงศ์กำลังก่อร่างสร้างขึ้นมา
ที่นั่น ชีวิตผมก็ย้อนคืนวัยเด็กอีกหน เป็นเด็กเกเรที่ไม่ยอมกลับบ้านทั้งที่บ้านอยู่ห่างแค่ ๑๐ กิโลเมตร แต่ผมกลับใช้ชีวิตเหินเพลินอยู่
ในละแวกพรหมคีรี-กรุงชิง โดยเฉพาะในสวนป่าของกนกพงศ์ที่กรุงชิง ผมผันตัวเองจากคนทำธุรกิจมาเป็นชาวสวน ที่เช้าตื่นมาก็คว้ามีดคว้าพร้าออก
ดายหญ้าในสวนอันรกเรื้อ เจอทั้งลมฝนที่พลิกผันยากจะคะเน เจอทั้งทากดูดเลือดที่ชุมพอ ๆ กับยุง เจอทั้งเห็บลมที่กัดจนเป็นจ้ำ ๆ เต็มตัวจนคันคะเยอ
กว่าจะรักษาหายร่วมปี เจองูหลามตัวขนาดเท่าโคนขาผู้ใหญ่มาวิดน้ำจับปลาอย่างอัศจรรย์ใจ เจอทั้งผีคอมมิวนิสต์ที่มาเดินป้วนเปี้ยนในยามค่ำคืน
(ครั้งนั้นเองทำให้ผมนึกสังหรณ์ใจอยู่กนกพงศ์เป็นคนกลัวผีอยู่คลามครัน) แต่นั่นไม่สนุกสนานไปกว่าการได้เดินทางขึ้นสู่เขาหลวงอีกครั้ง
ผมอาจเคยสัมผัสมัน ปีนป่ายขึ้นไปสู่ยอดสูงสุดมาก็นับได้หลายหนแล้ว จากเส้นทางที่ใช้กันอยู่ปรกติ จนไปถึงเส้นทางใหม่ที่ยังไม่มีใคร
คิดจะเดิน แม้แต่คนในพื้นที่ แต่ทุกครั้งมันไม่ทำให้ผมรู้สึกเบื่อหน่ายกับการเข้าสู่อ้อมอกแห่งหุบเขาฝนโปรยไพรแห่งนี้เลยแม้เพียงนิด ทุกลมหายใจ
ผมคิดถึงเธออยู่เสมอก็ว่าได้ เพราะโลกของป่า-เขามันสลับซับซ้อน เปลี่ยนแปลงให้แปลกใจอยู่ตลอดเวลา บวกกับผมเองรู้สึกว่าป่าเขาไม่ได้ทำให้
เรารู้สึกเหงา แม้ว่าเราจะอยู่เพียงลำพัง ขณะที่ผมรู้สึกเหงาเคว้งคว้างยิ่งกว่าเมื่อยามอยู่ริมทะเล
ครั้งนี้เช่นกัน เมื่อฝนราเม็ดเราเตรียมตัวเดินทาง โดยมีกนกพงศ์ ผม คุณทอง และน้องจาก ม.มหาสารคาม เส้นทางของเราตัดไต่ขึ้นจาก
น้ำตกพรหมโลก จุดหมายแรกที่พักระหว่างทางคือ สามแพรก จุดที่เขาบอกทุกครั้งว่าหากมีคนถอดใจไม่ยอมไปต่อก็กลับไม่งั้นนอนรอตรงที่ตรงนี้
เราพักผูกเปลนอนค้างคืนกันที่นั่น ข้าวหุงหม้อสนาม น้ำพริกกะปิ ปลาแง่ที่ตกมาได้จากลำธารทอดเหลืองทอง แกงไตปลาหอมกรุ่น และผักที่เก็บได้
จากป่าโดยรอบ มื้อนั้นต่อให้เชลส์หรือแม่ช้อยเป็นต้องรีบมอบตราให้กนกพงศ์
เช้าตื่นมา มันไม่มีอะไรต้องรีบร้อน เพราะเข็มนาฬิกาของโลกภายนอกหยุดนิ่งนับตั้งแต่เราเดินย่างเท้าเหยียบรากไม้แรกของป่า เราอ้อยอิ่ง
นอนคุยข้ามเปลกันไปมาอย่างสนุกสนาน ก่อนจะลุกขึ้นก่อไฟ ละเมียดกาแฟที่ใช้น้ำต้มจากไฟฟืน ซึ่งสำหรับผมกาแฟจากน้ำต้มโดยถ่านหรือฟืนทำให้
ได้ความร้อนสูงสุดและจะขับรสชาติกาแฟแก้วนั้นให้ยิ่งละมุนละไมหอมกรุ่น ก่อนจะจัดแจงทำอาหารใส่ท้องเตรียมพลังเพื่อเดินต่อไป หนทางข้างหน้า
นั้นหนักหน่วงกว่าเก่า ผมเกิดอาการติดลมในการพิรี้พิร่ำไรดื่มด่ำกาแฟบนเปลผ้าใบจนลืมหิว ข้าวเช้าที่นับว่าเป็นมื้อสำคัญในการสร้าง(จะว่าไปก็ควรถือ
มื้อนั้นเป็นมื้อเที่ยงด้วย) ผมกลับประมาทกินไปน้อยคำ
เส้นทางที่จะเดินต่อไปเบื้องหน้าเริ่มหฤโหดยิ่งขึ้น ทั้งป่ายปีน ทั้งลัดเลาะไปตามโตรกธาร และแผ่นหิน บางช่วงบางตอนต้องฝ่าดงทากที่
ชูคอสลอน กว่าจะรู้ตัวเราก็เจอเจ้าสิ่งมีชีวิตตัวเล็กแปลงร่างกลายเป็นหนอนตัวอ้วนตามโคนขา และซอกนิ้วเท้ากันทั่วหน้า กระทั่งถึงจุดล่างสุดของน้ำตก
สอยดาว น้ำตกสูงกลางป่าลึกที่สูงกว่าตึก ๑๐ ชั้น และเป็นน้ำตกที่น้อยคนจะได้มาสัมผัสหากถอดใจเสียตั้งแต่สามแพรก ยืนตระหง่านรอเราอยู่อย่าง
สง่างาม จากตรงนี้เราต้องป่ายปีนเนินควนที่ชันกว่า ๖๐ องศา เพื่อขึ้นไปให้ถึงสันน้ำตก ณ จุดนั้นจะเป็นที่หมายที่พักของเรา
อาการหิว และหนักเพราะผ้าใบกันฝนขนาดใหญ่กับข้าวสารถุงย่อม ๆ ในกระเป๋าเป้ติดหลังผนวกกับความประมาทในการเติมพลังงานตนเอง
ในมื้อเช้า ทำให้มือเท้าผมสั่นระริกหมดเรี่ยวแรงในระหว่างการปีนป่าย ทั้งที่ครั้งก่อนหน้าที่เคยมาเนินดังกล่าวไม่เป็นอุปสรรคอะไรสำหรับผม แต่วันนี้
ณ เวลานี้ ผมกลับคิดถึงแต่น้ำตาลทราย และครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาการคืบคลานว่ามันอยู่ในเป้ของใคร ตอนนี้ผมต้องการอะไรก็ได้ที่จะมาสร้างพลังงาน
ให้กลับแขนขาของผม เราไต่กันจนถึงตะพักหินของน้ำตก ห่างจากจุดพักอีกเพียงไม่กี่เมตร ผมหันไปถามคุณทองว่าถุงน้ำตาลทรายอยู่ในเป้ของใคร
ผมอยากได้มาเติมพลังตัวเอง แต่กนกพงศ์กลับหันกลับมาบอกว่าทนอีกนิดเดียวใกล้ถึงแล้วเดี๋ยวค่อยไปกินข้างบน ผมจึงต้องกัดฟันก้าวเท้าเดินตาม
ไปอย่างจวนเจียนจะเป็นลมลงตรงนั้นเสียให้ได้ ระหว่างอีกเพียงแค่ ๔ เมตรก่อนถึงจุดหมายบนสันน้ำตกสอยดาว เราต้องข้ามทางน้ำเส้นเล็ก ๆ ที่ไหล
ผ่านบนผาหินของกนกพงศ์พาน้อง ๆ เดินเลาะข้ามน้ำชิดขอบผาหินย่อม ๆ แต่จิตใจผมหวั่นไหวเกินกว่าจะเดินเลาะขอบตรงจุดที่เขาเดิน ผมกับคุณทอง
จึงบ่ายหน้าขึ้นมาเดินในจุดที่สูงกว่า และมีต้นไม้พุ่มเตี้ยให้ยึดเกาะ
คุณทองเดินนำหน้าผมไปเล็กน้อย เมื่อผ่านได้ผมจึงตามไป พื้นหินที่ลื่นเพราะน้ำผ่านตลอด บวกกับแข้งขาไร้เรี่ยวแรงหลงเหลือ ผมพลาด
ลื่นล้ม กิ่งไม้พุ่มเตี้ยหลุดติดมากับมือ ผมได้ยินเสียงร้องของคุณทองดังขึ้น ร่างผมก็เลื่อนไถลไปเหมือนกับอยู่บนกระดานลื่น หากเป็นกระดานลื่นปรกติ
ผมคงสนุกกับมัน แต่นี่เป็นกระดานลื่นที่มีจุดหมายต่ำลงไปเกือบ ๑๐๐ กว่าเมตรรออยู่เบื้องล่าง สมองผมคิดตัดสินใจอะไรไม่ทันทั้งสิ้น วินาทีแห่งความ
เป็นความตายนั้นมันวนเวียนอยู่รอบ ๆ ระหว่างที่ร่างกายสูง ๑๘๔ เมตรไถลลงต่ำเรื่อย ๆ ภาพร่างกายที่แหลกเหลวของตัวเอง ภาพของเพื่อนที่คงจะทุลัก
ทุเลในการนำศพผมออกจากป่า ภาพข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ เมื่อทางจังหวัดระดมทีมกู้ภัยขึ้นมายังสอยดาวเพื่อนำร่างไร้วิญญาณผมออกไป ผสมกับ
ภาพของแม่ที่กำลังร้องห่มร้องไห้อย่างทุกข์แสนสาหัสเมื่อทราบข่าวของผม ภาพต่าง ๆ ลอยผ่านอากาศมาปะทะหน้าทุกระลอกลมหายใจที่พาร่างเคลื่อน
ดิ่งลงสู่เบื้องร่างด้วยกฎความสัมพันธ์ของน้ำหนัก, ความเร็ว และแรงโน้มถ่วง
พลั่ก ! ร่างผมลอยละลิ่วหงายหลังลงจากสันตะพักหินจุดหนึ่งที่สูงสองเมตรกว่า ๆ มากระทบแผ่นหินเบื้องล่าง เฉียดฉิวปากเหวน้ำตกที่ไม่มี
ตระพักหินใดใดรองรับอีกจนกระทั่ง ๔๐ เมตรลงไป เพียงแค่ศอกกว่า ทั้งคุณทอง และน้อง ๆ อีกสามคนต่างวิ่งกรูกันเข้ามา ผมนึกในใจเพียงว่า รอดแล้ว
และพยายามขยับนิ้วมือ-นิ้วเท้าเพื่อตรวจว่ากระดูกหักหรือไม่ น้อง ๆ ต่างช่วยจะพยุงให้ผมลุก แต่ร่างกายผมบอกว่ายังไม่อยากลุกขึ้นในตอนนี้ ผมนอน
หงายมองท้องฟ้าดื่มด่ำกับการมีชีวิตอยู่ชั่วครู่หนึ่ง เหนือหัวขึ้นไปบนสันสันตระพักหินที่ผมหล่นมาเมื่อครู่ มีร่างชายหนุ่มผอมแกร็นเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ
ในเสื้อกล้ามตัวสีเขียว กางเกงยีนขาสั้นสีขาวขมุกขมอม สะพายเป้ใบย่อม ๆ ติดหลัง ยืนเท้าสะเอวมองลงมาด้วยสีหน้าที่ผมเห็นชัด ๆ ว่าซีดเผือดไร้เลือด
บนใบหน้า แต่แฝงด้วยสายตาโล่งอก ใช่ล่ะร่างที่ยืนอยู่นั้นคืน กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ผู้นำทางวิญญาณของผมขณะนั้น เขาหยุดนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จนผมคาดว่า
เขาคงคลายอาการตกใจของตัวเขาลงได้แล้ว ก่อนเรียวปากที่รกครึ้มด้วยหนวดเคราขยับเอ่ยขึ้น พร้อมสายตาอันเจ้าเล่ห์แบบกนกพงศ์
ถ้าคุณตาย แล้วผมอี่หามคุณลงไปกันพรันพรือนี่ น่ายุ่งจัง
ปัจฉิมลิขิต : เรื่องราวที่ผมตกเขาเที่ยวนั้นกนกพงศ์เขาจดจำและเอาไปโจษขานไม่หาย จนผมได้ยินมาว่าผาที่ผมลื่นตกลงมานั้นถูกเขาแอบตั้งชื่อว่า ผาเฉิ่ม
และผมก็รู้อยู่ว่าเขากลัวอะไร ถ้าผมเป็นอะไรไปจริง ๆ สถานที่แห่งนั้นอาจจะเป็นสถานที่ที่เขาอาจไม่กล้าเหยียบย่างเข้าไปอีกเลยเป็นแน่ แต่ถึงวันนี้เขากลับ
ไปนั่งรออยู่ ณ สถานที่แห่งนั้นก่อนที่ผมและเรา ๆ จะไปอีกแล้ว แต่ถึงยังไง ผมก็คิดว่าผมคงยังไม่อยากรีบตามเขาไปหรอกนะ ได้แต่ส่งความระลึกถึงเช่นนี้ไปแทน
๒๔ สิงหาคม ๒๕๔๙