พี่นก ณัฐจักร รัตนมุสิก(ซ้ายสุด) หนึ่งในแกนนำก่อตั้งวงสะพาน ผมเลือกที่จะหยิบเรื่องราวของ
พี่นก ณัฐจักร รัตนมุสิก มาพูดถึงเสียก่อน พี่นกคือใคร? สำคัญอย่างไร? คงเป็นที่กังขาสำหรับใครๆ แต่สำหรับเรา พี่นกคือฐานรากที่สำคัญทำให้มีวงสะพานมาจนทุกวันนี้ เป็นสมาชิกวงคนแรก ที่จับมือกับผมทำวงเล่นดนตรีโฟล์ซองในรั้วมหาวิทยาลัยในนามวงสะพาน สำคัญอย่างไร คงไม่ต้องขยายความ....
แต่ที่จะนำมาบอกกล่าว ชักยาวสาวย่านถึง คือ พี่นก ไม่ได้ห่างหายจากรัศมีความฝันของการทำเพลงแนวใต้ดิน ยังคงเก็บเพลงที่เขียนไว้เมื่อ๒๐กว่าปีที่แล้ว ไว้ และพยายามเก็บออมความฝัน ดิ้นรนขวนขวายเพื่อให้มีงานบันทึกเสียงเพลงไว้สักชุดสองชุด ก่อนชีวิตนี้จะสิ้น ...
ความฝันที่เหนียวแน่นทนทานชนิดนี้ ไม่ใช่มีกันได้ทุกคน มันทอดผ่านยาวนานข้ามวัยข้ามวันเวลา มิมีแผ่วโผย ทว่าเหมือนดังสายน้ำ ที่ยิ่งไหลยิ่งแรง.... ตัดภาพกลับไป ที่หอพักชาย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ในห้องที่ผมกับพี่นกนัดพบและซ้อมเพลงเมื่อต่างฝ่ายต่างรู้ว่า ชอบเพลงเพื่อชีวิต และมีเพลงที่ตนเองเขียนกันไว้จำนวนหนึ่ง ผมรู้ความลับว่าพี่นกเป็นคนเพลงเพื่อชีวิต ก่อนที่แกจะรู้ว่าผมก็เป็น เนื่องเพราะ พี่นกเป็นมือกีต้าร์โซโล่ของ “วงศิลา” วงร็อคเพื่อชีวิตของนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ และบังเอิญที่ได้เห็นพี่นกขึ้นเวที
แจมเพลง กับ
ชวาลา ชัยมีแรง (คนเขียนเพลงแสงจันทร์ อันลือชื่อ ให้มาลีฮวนน่า) ในงานกิจกรรมหนึ่งที่โรงยิมเนเซียม มอ.หาดใหญ่ ผมนั่งติดหน้าเวทีพร้อมเพื่อนนักเขียนผู้ล่วงลับ
กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ยังจำถ้อยคำที่กนกพงศ์ เปรยแซวท่านชวาลาเบาๆ แบบหยอกเย้าพลันที่เห็น ท่านชวาลาหิ้วกีต้าร์เดินขึ้นเวทีว่า
“เดินแบบนี้แหละ เดินแบบเพื่อชีวิต...”หลังจากนั้น เราต่างก็จมอยู่ในบทเพลงแนวกวีที่ชวาลาและพี่นกร่ายบรรเลง ผมมารู้ทีหลังว่า พี่นกพาท่านชวาลาไปรับรองด้วยหมอกสวรรค์ที่ห้องพัก เล่นเพลงแจมกัน ก่อนที่จะชักชวนกันมาขึ้นเล่นบนเวที....
และจากนั้นเป็นต้นมา เราจึงเห็นความเป็นศิลปินในตัวพี่นก พี่นกหักเหแนวทางมาเล่นเพลงโฟล์คแนวเซิ้งอีสานแบบผสมผสานกับเพลงใต้ มาจนถึงวันนี้
พี่นกเป็นคนจังหวัด สุราษฎธานี พูดจาแบบสำเนียงเมืองคนดี..
.”ทำพรื้อ....มาเมื่อรื๊อ....” ในบรรดาภาษาใต้ สำเนียงสุราษฎร์ฯ(รวมนครศรีฯตอนบน)มีการออกเสียงคำภาษาหรั่ง เป็นสำเนียงใต้แท้ จึงดูแปลกแปร่ง ไม่ค่อยชินหู อย่างเช่น คำว่ากีต้าร์ เราจะออกเสียงแบบภาคกลางคือ กี-ต้าร์ แต่สำหรับพี่นก“จะออกเสียงว่า
“กี่-ตาร์” รถยามาฮ่า ออกเสียง
“ยา-หม่า –ฮ๊า” “คู-โบ่-ต้า” “ได-อ่า-น้า”ฯลฯ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ในระยะต่อมาเราหิ้วกีต้าร์ ที่ยืมเพื่อน มาพบกันตามหอพักชาย มอ.หาดใหญ่ ในตามวงเหล้าริมอ่างน้ำ ตามวงสนทนานักกิจกรรมหน้าชมรมอาสาพัฒนา ชมรมศิลปะวัฒนธรรรมภาคใต้ เราร้องเพลงคาราวาน คาราบาว พงษ์เทพ คนด่านเกวียน ฯลฯ และไม่ลืมที่งัดเอาเพลงที่เราเขียนกันเองมาเล่นมาร้อง นั้นคือเพลงผม รวมถึง เพลงพี่นก และเพลงของท่านชวาลา ชัยมีแรง ในบางเพลง
ไม่นานนัก เราขยายจากวงเล่นวงซ้อม เข้าสู่การแสดงบนเวที ตามงานกิจกรรมของชมรมและกลุ่มต่างๆในมหาวิทยาลัย งานแรก พี่นกรับปากพรรคพวกไปร่วมแสดงเล่นกีต้าร์โฟล์ค ในกิจกรรมของกลุ่มนักศึกษาจังหวัดเดียวกัน หรืออะไรสักอย่างใต้ถุนตึกวิทยาศาสตร์ ชักชวนผมไปเล่นกันสองคน ผมตีคอร์ดร้องเพลง พี่นกโซโล่ เล่นไปเพลงสองเพลง ท่ามกลางเสียงแซวโหวกเหวกเฮฮาของขาใหญ่ประจำงาน ผมไม่สนใจเพราะไม่รู้จักใคร หลับหูหลับตาขับขานเสียงเพลง ตามอารมณ์ พอถึงช่วงโซโล่ ผมจึงรู้สึกว่าเสียงโซโล่ขาดหายไป....
เมื่อแหวกตาดู... พริบตานั้นที่เห็นพี่นกวางกีต้าร์ กระโจนลงเวที กระโดดถีบไอ้พวกตัวป่วนเสียวงแตกกระเจิง ผมอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออกอยู่บนเวที.....
หลังจากนั้น จำไม่ได้ว่าพากีต้าร์และชีวิต หลบรอดออกจากงานไปทางใด อย่างไร.....นี่ครับ ฐานรากศิลปินสะพาน......
เรื่องราวพี่นก ณัฐจักร ต้องถูกชักย่านออกมาอีกเป็นแน่แท้....ไม่เชื่อคอยดู....